จันทร์. ส.ค. 8th, 2022
ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา
ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา

ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา

ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือที่เรียกติดปากกันว่า อยุธยา ถ้าพูดชื่อนี้หลายคนก็คงนึกถึงละครที่เคยเป็นกระแสสุดฟีเวอร์อย่างบุพเพสันนิวาสที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตของคนอยุธยาในอดีต และยังได้เห็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างโบราณสถานที่ในอดีตเคยยิ่งใหญ่

เมื่อพูดถึงเมืองเก่า ก็คงจะต้องนึกถึง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือเรียกสั้นๆว่า อยุธยา ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ของประเทศไทย ที่ๆมี วัด ตลาดน้ำ เมืองโบราณมากมาย มีสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเราสามารถเที่ยวได้ภายใน 1 วัน แถมใกล้กรุงเทพอีกด้วย จะมีที่ไหนน่าสนใจบ้างไปดูกันเลยและแน่นอนหากมาเที่ยวอยุธยาก็คงหนีไม่พ้นการเที่ยววัด แต่วันนี้เป็ดน้อยทริปเก็ทเตอร์จะพาออเจ้าเหล่าสายชิคทุกคนไปเที่ยวอยุธยาแบบมุมมองใหม่ที่มีทั้งความชิค และความเก๋ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วัดพนัญเชิงวรวิหาร

วัดพนัญเชิงวรวิหาร

วัดพนัญเชิงวรวิหาร เป็นวัดที่พระเจ้าสายน้ำผึ้งสร้างขึ้นในปีพ.ศ 1867 ตรงที่พระราชทานเพลิงศพพระนางสร้อยดอกหมาก หลวงพ่อโตเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปามารวิชัยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยหน้าตักกว้าง 20.17 เมตร สูง 19 เมตร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ให้บูรณะใหม่ทั้งองค์ พร้อมถวายพระนามว่า “พระพุทธไตรรัตนายก” หลวงพ่อโตประดิษฐานในวิหารทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสภายในมีเสากลมขนาดใหญ่ ที่หัวเสาปั้นปูนเป็นกลีบบัว เรียกว่า บัวกลุ่ม

วัดใหญ่ชัยมงคล

วัดใหญ่ชัยมงคล

วัดใหญ่ชัยมงคล สันนิษฐานว่าเมื่อ พ.ศ. 1900 พระเจ้าอู่ทองทรงสร้าง วัดป่าแก้ว ขึ้นตรงที่พระราชทานเพลิงศพ เจ้าแก้วเจ้าไท ในการสร้างวัดป่าแก้วได้ทรงสร้างพระเจดีย์ขึ้นคู่กับพระวิหาร ต่อมา พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงเสริมพระเจดีย์ให้ใหญ่และสูงขึ้นพร้อมๆกับการ สร้างเจดีย์ยุทธหัตถีที่ตำบลหนองสาหร่ายจังหวัดสุพรรณบุรี  พระราชทานนามวัดเสียใหม่ว่า วัดชัยมงคล ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดใหญ่ชัยมงคล

ถือว่าเป็นวัดมีความสำคัญทางประวัติศาตร์มากที่สุดและเป็นวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมมามากที่สุดวัดหนึ่งใน จังหวัด พระนครศรีอยุธยา จึงเป็นธรรมดาที่จะพบเห็นนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมายังวัดแห่งนี้ จุดสนใจของวัดใหญ่ชัยมงคลนี้ คือเรื่องราวทางประวัติศาตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา รวมไปถึงสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ชมเจดีย์ที่สูงที่สุดในอยุธยา ด้านหลังวัดมี ตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ให้ผู้นับถือศรัทธาเข้ามากราบไหว้ นอกจากนี้ บริเวณ รอบๆยังมีมีสวนหย่อมที่สวยงาม ให้พักผ่อนอีกด้วยนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาเที่ยวอยุธยาจึงไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

วังช้างอยุธยา

วังช้างอยุธยา

วังช้างอยุธยา หรือปางช้างอยุธยาแลเพนียด ปางช้างแห่งเดียวที่สร้างอยู่บนพื้นที่มรดกโลก ซึ่งก็คือกรมพระคชบาลเดิม ใจกลางเกาะเมืองอยุธยา ให้บริการนักท่องเที่ยวในการขี่ช้างชมโบราณสถานตั้งแต่ศาลหลักเมืองไปถึงบึงพระราม พร้อมชมโชว์ช้างและกิจกรรมอื่นๆ เช่น ลอดใต้ท้องช้าง ถ่ายรูปและให้อาหารช้าง ตลอดจนเข้าชมเพนียด บริเวณกรมพระคชบาลเดิม

วังช้างอยุธยา แล เพนียด เป็นหนึ่งในสถานที่ดูแลและจัดแสดงช้างของมูลนิธิพระคชบาล บริเวณเพนียดภายในวังช้างแห่งนี้แต่เดิมเป็นที่ตั้งของกรมพระคชบาลสำหรับฝึกช้างหลวงที่ใช้ออกศึกในช่วงอยุธยาจวบจนกลางรัตโนโกสินทร์ ในสมัยอยุธยา สมเด็จพระเพทราชา ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์บ้านพลูหลวงก็เคยดำรงตำแหน่งเจ้ากรมพระคชบาลอยู่ที่นี่ ในสมัยรัชกาลที่ 5 กรมพระคชบาลแห่งนี้เคยมีช้างจำนวน 40,000 เชือก และในสมัยรัชกาลที่ 6 กรมพระคชบาลเคยส่งช้างไปช่วยรบในสงครามโลกครั้งที่ 1

วัดมหาธาตุ

วัดมหาธาตุ

วัดมหาธาตุ สร้างในสมัยของสมเด็จพระราเมศวร เมื่อ พ.ศ. 1927 ลักษณะสถาปัตยกรรมของพระมหาธาตุ (ปรางค์) เป็นแบบแรกของสมัยอยุธยา ซึ่งมีอิทธิพลของขอม ชั้นล่างก่อสร้างด้วยศิลาแลง แต่ที่เสริมใหม่ปัจจุบันเป็นอิฐปูน สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ได้ปฏิสังขรณ์พระปรางค์ใหม่โดย โดยเสริมให้สูงกว่าเดิม แต่ขณะนี้ยอดพังลงมาเหลือเพียงชั้นมุขเท่านั้น เมื่อ พ.ศ. 2499 กรมศิลปากรได้ขุดแต่งพระปรางค์แห่งนี้ ได้ของโบราณหลายชิ้น ที่สำคัญคือผอบศิลา ภายในมีสถูป 7 ชั้น แบ่งออกเป็น ชิน เงิน นาก ไม้ดำ ไม้จันทร์แดง แก้วโกเมนและทองคำ

วัดมเหยงคณ์

วัดมเหยงคณ์

วัดมเหยงคณ์ เดิมเป็นพระอารามหลวง และกลายเป็นวัดร้างไปภายหลังกรุงศรีอยุธยาแตกเมื่อ พ.ศ. 2310 วัดนี้ตั้งอยู่ ณ หมู่ที่ 5 ตำบลหันตรา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่นอกเขตเมืองมาทางทิศตะวันออก ถ้าเดินมาจากถนน สายเอเชีย แยกเข้าสู่ถนนโรจนะเพื่อมุ่งเข้าเกาะเมือง พอมาถึงเจดีย์วัดสามปลื้มเลี้ยวขวาอ้อมวงเวียนมาตามถนนระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็จะถึงทางเข้าวัดมเหยงคณ์ ท่านจะมองเห็นผนังอุโบสถก่อด้วยอิฐสีแดงตระหง่านแต่ไกลศรีอยุธยา

วัดกษัตราธิราชวรวิหาร

วัดกษัตราธิราชวรวิหาร

วัดกษัตราธิราชวรวิหาร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นวัดโบราณ ปรากฏหลักฐานพบว่ามีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ วัดกษัตรา หรือ กษัตราราม หรือ กษัตราวาส ไม่ปรากฏหลักฐานว่า ใครเป็นผู้สร้าง แต่ชื่อของวัดทำให้สันนิษฐานว่า คงเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ หรือพระบรมวงศานุวงศ์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ทรงสร้าง วัดนี้จึงมีชื่อว่า วัดกษัตรา ซึ่งหมายความว่าเป็นวัดของพระมหากษัตริย์ หรือวัดของพระเจ้าแผ่นดิน มีปรากฏในแผ่นดินสมเด็จพระสุริยามรินทร์ ว่า แรม 14 ค่ำ เดือน 5 พม่าเอาปืนใหญ่มาตั้งที่วัดราชพฤกษ์และวัดกษัตราวาส ยิงเข้ามาในพระนคร ถูกบ้านเรือนราษฎรล้มตายจำนวนมาก วัดนี้คงถูกทำลายเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาจึงถูกทิ้งร้างเรื่อยมา

วัดนักบุญยอแซฟ

วัดนักบุญยอแซฟ

วัดนักบุญยอแซฟ ตั้งที่ทางตอนใต้นอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. 2209 ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่เดินทางมากรุงศรีอยุธยา คือ บาทหลวงลังแบร์ต เดอ ลามอต กับนักบวชอีก 2 ท่าน ต่อมาคณะบาทหลวงได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเพื่อทูลขอที่สร้างโบสถ์และโรงเรียน เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาและให้การศึกษาแก่เด็ก เมื่อได้รับพระราชทานที่ดินแล้ว ได้สร้างโบสถ์และโรงเรียนขึ้นเป็นอาคารไม้ เรียกว่า “ค่ายนักบุญยอแซฟ”

ที่ดินของวัดนี้ได้รับพระราชทานจากพระนารายณ์ ตลอดทั้งยังทรงให้จัดหาวัสดุในการก่อสร้างทั้งไม้และอิฐอีกด้วยเพื่อจะได้สร้างโบสถ์ขนาดใหญ่มีความยาว 120 ฟุต (ราว 36.5 เมตร) และมีหอคอยด้านหน้า 2 หลัง

นอกจากนี้ยังมี โรงเรียนบ้านเณร ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนด้านศาสนาให้แก่ชาวเอเชียในอยุธยา และได้กลายเป็นโรงเรียนที่สำคัญที่สุด เพราะการสอนศาสนาในประเทษอื่นๆ ทั้งจีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ต่างถูกขัดขวางอย่างรุนแรง กล่าวได้ว่าวัดแห่งนี้นอกจากจะมีบาทหลวงระดับสูงถึง 12 องค์มาแล้ว ยังมีบทหลวงหนุ่มๆ จากหลายชาติอีก 40 องค์ ที่มาจาก จีน ญี่ปุ่น ตังเกี๋ย โคชินจีน มอญ และสยาม

พระราชวังบางปะอิน

พระราชวังบางปะอิน

พระราชวังบางปะอิน เป็นพระราชวังโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เนื่องจากเป็นที่ประสูติของพระองค์ และใช้เป็นพระราชวังฤดูร้อนสำหรับพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาจวบจนกระทั่งเสียกรุงศรีฯให้พม่า

หลังจากการเสียกรุงศรีฯ พระราชวังบางปะอินถูกปล่อยให้รกร้าง และกลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งเมื่อครั้งสุนทรภู่ ซึ่งได้ตามเสด็จรัชกาลที่ ๑ ไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี โดยได้ประพันธ์ถึงพระราชวังบางปะอินไว้ใน นิราศพระบาท จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ ๔ จึงได้เริ่มมีการบูรณะพระราชวัง และในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ โดยได้สร้างพระที่นั่ง พระตำหนัก และตำหนักต่างๆ ขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับรับรองพระราชอาคันตุกะและพระราชทานเลี้ยงในโอกาสต่างๆ

พุทธอุทยานมหาราช หลวงปู่ทวด

พุทธอุทยานมหาราช หลวงปู่ทวด

พุทธอุทยานมหาราช แต่เดิม พื้นที่บริเวณนี้ในอดีต เป็นเส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นที่มาของชื่อ “พุทธอุทยานมหาราช” ภายในบริเวณได้สร้างรูปเหมือนของพระสงฆ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ สมเด็จหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์เส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จึงได้ตั้งชื่อโครงการเป็น “พุทธอุทยานมหาราช” เพื่อความเป็นสิริมงคลจากความตั้งใจของ

นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ ประธานมูลนิธิพระเทวราชโพธิสัตว์ ร่วมกับคณะสงฆ์ ได้มีแนวคิดที่จะดำเนินการที่จะดำเนินโครงการให้สำเร็จ จึงได้ทำการซื้อที่ดินจำนวน 200 ไร่ เพื่อสร้างวัดและโรงเรียนในพื้นที่เดียวกัน และทางวัดตั้งใจว่าจัดโครงการนี้เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมชินีนาถ ปัจจุบันนี้ได้ตั้งเป็นวัดแล้ว ชื่อ “วัดวชิธรรมาราม” โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัตรักษาการเจ้าอาวาสรูปแรก

ตลาดน้ำอโยธยา

ตลาดน้ำอโยธยา

ลาดสร้างใหม่เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวของอยุธยาบนเนื้อที่กว้างขวางในสไตล์ตลาดน้ำ บรรยากาศย้อนยุคร่มรื่น มีร้านค้าหลากหลายกว่า 200 ร้าน ทั้งอาหาร ของฝากของที่ระลึก สินค้าพื้นถิ่น หัตถกรรม งานฝีมือ อื่นๆ อีกมายมาย เรียกว่ามีครบทุกอย่างให้เลือกยังมีกิจกรรมสนุกให้ทำเช่น การล่องเรือชมตลาด ราคาไม่แพงเลยเพียงคนละ 20 บาทเท่านั้น รวมถึงชมการแสดงมินิแสงสีเสียง

เรื่องราวประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยาในวันธรรมดา ขณะที่วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จะมีการแสดงศิลปะพื้นบ้านเช่น รำไทย โขน เพลงฉ่อย เพิ่มขึ้นด้วยในพื้นที่ตลาด มีหมู่บ้านช้างอโยธา ซึ่งเราสามารถนั่งช้างชมทุ่งและโบราณสถานเก่าแก่ กับตลาดอโยเดียนานาชาติ เป็นสถานที่ถ่ายรูปเก๋ๆ ที่เหล่าสาวขาเซลฟี่ต้องชอบใจ เรียกว่ามาเที่ยววันเดียวอยู่ได้ยาว

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวน่าไป : ท่องเที่ยวจันทบุรี

ศูนย์รวมหมอลำที่ใหญ่ที่สุด : จินตหรา พูนลาภ

By zz